พุทธวิธีการส่งเสริมศีลธรรมและปัญญาแก่เยาวชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ผ่านการสร้างสรรค์พระพิมพ์จากดอกไม้บูชา

พุทธวิธีการส่งเสริมศีลธรรมและปัญญาแก่เยาวชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ผ่านการสร้างสรรค์พระพิมพ์จากดอกไม้บูชา


ผู้วิจัย: ผศ.ดร.ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี
สังกัด: มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
อีเมล: sak_api@hotmail.com
แหล่งทุน: สกสว.
ที่มา: ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ๑) ความเป็นมาของปัญหา ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ผู้วิจัยได้ทำวิจัยเรื่องพุทธศิลปกรรมบำบัด: การร่วมสร้างพระพุทธรูปดอกไม้ในชุมชนบ้านป่าตุ้มดอน อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาทำให้ผู้วิจัยได้เข้าใจในกระบวนการสร้างสรรค์พระพุทธรูปด้วยวัสดุผงดอกไม้ ซึ่งเป็นการประยุกต์องค์ความรู้จากการสร้างสรรค์พระพุทธรูปล้านนาดั้งเดิม ภายหลังในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ผู้วิจัยได้ทำวิจัยเรื่อง พระแผงไม้ล้านนา: การสร้างสรรค์และการอนุรักษ์ ผลการวิจัย นอกจากจะทำให้เข้าใจเกี่ยวกับคติความเชื่อ รูปแบบทางพุทธศิลปกรรมของพระแผงไม้แล้ว ยังได้ทำการทดลองสร้างสรรค์พระพิมพ์ และพระแผงไม้ขึ้นมาใหม่จากการสังเคราะห์องค์ความรู้ที่วิจัย ซึ่งพระพิมพ์ที่สร้างนั้นก็สังเคราะห์จากองค์ความรู้จากงานวิจัยเรื่องพุทธศิลปกรรมบำบัด ด้วยเหตุนี้งานวิจัยทั้ง ๒ เรื่อง จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างหนึ่ง คือ การได้ทดลองสร้างสรรค์พระพุทธรูปและพระพิมพ์จากดอกไม้บูชา ถึงกระนั้นก็ตามก็ยังไม่เกิดกระบวนการนำผลงานที่ได้ไปใช้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมในลักษณะของการกระตุ้นความคิด ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และใช้เป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนาตนเองได้ ซึ่งผู้วิจัยเชื่อว่าการพัฒนาดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับการทำวิจัยในปัจจุบัน โดยหากนำผลงานทางพุทธศิลปกรรมซึ่งมีลักษณะเป็นรูปธรรม สวยงามตามองค์ประกอบทางศิลปะ และมีความศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองหรือสังคมได้ ก็จะช่วยให้ตนเองเข้าใจหลักธรรม พร้อมกระตุ้นให้ผู้คนในสังคมมองเห็นธรรมะที่ซ่อนอยู่ในงานพุทธศิลปกรรมได้ ผลจากงานวิจัยทั้ง ๒ เรื่อง ทำให้ผู้วิจัยมองเห็นโอกาสในการพัฒนางานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ศิลปะ โดยการนำผลงานทางพุทธศิลปกรรมไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาศีลธรรมและปัญญาแก่ผู้คนในสังคมได้ โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์สังคม การทำให้เยาวชนเข้าใจในหลักธรรมได้จะสามารถช่วยให้เขาดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่นในอนาคต โดยผู้วิจัยเลือกจะนำเสนอหลักธรรมเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมของวัตถุต่างๆ เพราะเชื่อว่าหากเยาวชนเข้าใจในคุณค่าของสิ่งต่างๆ รอบกายตนแล้ว ก็จะพัฒนาตนเองทั้งทางศีลธรรมกับปัญญาไปในทางที่ถูกต้อง ไม่ติดในวัตถุที่เป็นเพียงเครื่องเล่นในชีวิตเท่านั้น กิจกรรมเหล่านี้จะกระทำผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์พระพิมพ์ร่วมกัน โดยเชื่อมโยงกิจกรรมเข้ากับกระบวนการพูดคุยแบบกลุ่มในตอนท้าย ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้วิจัยเชื่อว่าจะช่วยให้เกิดการมองเห็นตัวตนผ่านการคิดร่วมกันของสมาชิกในกลุ่มได้ ศิลปวัตถุที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการทำวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกพระพิมพ์จากดอกไม้บูชาซึ่งผู้วิจัยได้ทดลองสร้างสรรค์มาแล้ว และพระพิมพ์ก็เป็นวัตถุคุ้นชินกับคนไทยมาตั้งแต่โบราณ ยิ่งในปัจจุบันเราจะมองเห็นการใช้ประโยชน์จากพระพิมพ์ของคนไทยหลากหลายมิติมากขึ้นกว่าในอดีตมาก ทั้งนี้พระพิมพ์เป็นรูปแทนองค์พระพุทธเจ้าที่สร้างขึ้นจากกระบวนการใช้แม่พิมพ์หรือการกดประทับลงในวัตถุที่อ่อนนิ่ม ปัจจุบันเรียกพระเครื่องซึ่งนับรวมไปถึงพระพุทธรูปขนาดเล็กด้วย โดยพระเครื่องย่อมาจากคำว่า พระเครื่องราง ที่เรียกดังนี้เพราะเมื่อสร้างแล้วจะต้องผ่านพิธีกรรมพุทธาภิเษกลงอักขระเลขยันต์คาถา โดยผู้สร้างปรารถนาจะใช้เป็นเครื่องรางป้องกันตัวเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม พระพิมพ์มีขึ้นก่อนพระเครื่อง โดยการกำหนดอายุของพระพิมพ์ในประเทศไทยอาจย้อนกลับไปได้ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๑ แต่พระเครื่องมีอายุไม่เก่าไปกว่าสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้น สำหรับในประเทศไทย มีการขุดพบพระพิมพ์สมัยต่างๆ ทุกภาคของไทย โดยพระพิมพ์ที่เก่าที่สุด คือ พระพิมพ์ทวารวดี พบบริเวณพระปฐมเจดีย์ซึ่งส่วนมากเป็นปางปาฎิหาริย์ และมีจารึกคาถาเย ธมฺมา ด้านหลังพระพิมพ์ ใช้อักษรขอมโบราณ ภาษาบาลี เช่นเดียวกับพระพิมพ์ดินดิบศรีวิชัยที่พบในถ้ำแถบมลายู ภาคใต้ของประเทศไทยก็จารึกคาถา เย ธมฺมา เช่นกัน แต่ใช้ภาษาสันสกฤต อักษรเทวนาครีที่ใช้ในอินเดียเหนือ ส่วนพระพิมพ์ลพบุรีที่พบในวัฒนธรรมขอมโบราณ สร้างในพระพุทธศาสนามหายานเป็นพระพุทธรูปหลายองค์ในพิมพ์เดียวกัน ในล้านนาทางภาคเหนือของไทยพบพระพิมพ์ดินเผาที่สืบมาจากทวารวดี หรือพุกาม เช่นพระรอด พระคง หรือพระสิบสอง ในจังหวัดลำพูน เป็นต้น พระพิมพ์ในเมืองเชียงแสนที่มีอายุหลังจากนั้น มักพบทำด้วยชินหรือตะกั่ว มีรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากพระพิมพ์อยุธยา โดยในตอนปลายสมัยอยุธยาพบพระพิมพ์ปางต่างๆ ในซุ้มเรือนแก้วที่ซ้อนซุ้มกัน มีทั้งแสดงอิริยาบถนั่ง ยืน เดิน นอน ที่เรียกว่าพระพิมพ์โคนสมอ ส่วนพระพิมพ์สุโขทัยที่โดดเด่นมักทำปางลีลา โดยพระพิมพ์สมัยรัตนโกสินทร์มีหลายหลายประเภท เน้นไปทางพระเครื่องทำนองเดียวกับเครื่องรางของขลัง เมื่อพิจารณาแล้ว วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการสร้างพระพิมพ์ ควรเป็นเรื่องบุญกุศลเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเพื่อเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนาตามคติอายุพระพุทธศาสนา ๕,๐๐๐ ปี หรือเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสอนตามที่มีการสลักคาถา เย ธมฺมา ไว้ด้านหลังพระพิมพ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า คนที่สร้างหรือเก็บพระพิมพ์ติดตัวก็มักใช้เครื่องรางป้องกันภัย โดยอาศัยบารมีพระพุทธเจ้าขจัดภัยต่างๆ ที่คุกคามชีวิตในบางเวลา เป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนา มีการขอให้ช่วยเหลือในสิ่งต่างๆ ให้ได้ตามที่ตนประสงค์ ทั้งในด้านการปกป้องคุ้มครอง ปัดเป่าโรคภัย หรือเมตตามหานิยม โชคลาภ ทำให้การสร้างพระพิมพ์ในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องทางไสยศาสตร์มากขึ้น โดยพระพิมพ์ที่นิยมและมีราคาแพง คือ พระพิมพ์ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับปาฏิหาริย์ต่างๆ นัยของพระพิมพ์ที่เป็นสื่อเพื่อบุญกุศลและคำนึงถึงประโยชน์ของพระพุทธศาสนาเป็นหลักก็ลดน้อยลงไปจากสังคมไทย ที่สำคัญการต้องพึ่งพิงอำนาจจากวัตถุมงคลหรือสิ่งอื่นๆ เช่น เทพเจ้า ผี ที่มากจนเกินไป มีผลทำให้ความต้องการพัฒนาตนเองของมนุษย์ลดน้อยไป คุณค่าที่แท้จริงของพระพิมพ์ในปัจจุบันจึงถูกแทนที่ด้วยคุณค่าเทียมที่เป็นไปตามกำลังกิเลสของมนุษย์ ความคิดข้างตนเป็นแนวคิดสำคัญที่ผู้วิจัยเชื่อว่า หากเยาวชนได้รับรู้และตระหนักในคุณค่าที่แท้จริงและเข้าใจคุณค่าเทียมของพระพิมพ์แล้ว จะทำให้เยาวชนสามารถคิดเปรียบเทียบกับวัตถุอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวในชีวิตได้ และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตที่เป็นไปเพื่อละกิเลสลงได้ไม่มากก็น้อย ผู้วิจัยเชื่อว่าการให้ความหมายของพระพิมพ์ที่สร้างขึ้น ควรจะมีผลโดยตรงต่อความคิดในการพัฒนาตนเองมากกว่าความคิดที่จะพึ่งพาอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากพระพิมพ์นั้น จึงเลือกที่จะใช้พระพิมพ์เป็นวัสดุต้นแบบเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาความคิดเชิงคุณค่าแท้คุณค่าเทียม ซึ่งจะช่วยพัฒนาศีลธรรมและปัญญาของบุคคลได้ในที่สุด ๒) ความสำคัญของปัญหา ปัจจัยสำคัญซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายในชีวิต เพราะต้องขวนขวายหาวัตถุมาบำรุงบำเรอให้ทันความต้องการกิเลสของตน ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจในคุณค่าแท้คุณค่าเทียมของวัตถุนั้นๆ การคิดแยกแยะคุณค่าของวัตถุต่างๆ ตามความเป็นจริงดังกล่าวจะส่งผลต่อพฤติกรรมของเยาวชนอย่างแน่นอน มีผลช่วยเกื้อกูลชีวิตและสังคมของเยาวชนได้ ในทางพุทธศาสนาเรียกการคิดในลักษณะนี้ว่าสัมมาทิฎฐิ โดยการคิดแบบมองเห็นคุณค่าแท้คุณค่าเทียม เป็นการคิดที่เกี่ยวข้องกับความต้องการและการประเมินของบุคคลในลักษณะการมองเห็นประโยชน์ที่แท้จริงของวัตถุนั้นๆ เป็นวิธีคิดแบบหนึ่งในการคิด ๑๐ แบบ ที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ด้วยเหตุนี้ คุณค่าแท้ จึงหมายถึง การคิดเกี่ยวกับการใช้สอยวัตถุสิ่งของในแง่ที่สนองความต้องการของชีวิตโดยตรง ส่วนคุณค่าเทียม หรืออาจเรียกว่าคุณค่าพอกเสริม หมายถึง ความหมาย การคิดถึงคุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์พอกพูนให้แก่สิ่งนั้น เพื่อปรนเปรอกิเลส คุณค่าแท้นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตอย่างแท้จริงแล้ว ยังเกื้อกูลแก่ความเจริญงอกงามของกุศลธรรม เช่น ความมีสติ เป็นต้น ทำให้พ้นจากความเป็นทาสของวัตถุ การคิดในแง่คุณค่าแท้จึงเป็นการเลือกกระทำสิ่งต่างๆ บนฐานของปัญญา มีเหตุผล เป็นกุศลธรรม นำมาซึ่งความเจริญงอกงามคุณธรรมจริยธรรมในตัวบุคคลและเป็นประโยชน์ทั้งส่วนตนและบุคคลอื่นๆ พบพุทธพจน์ที่กล่าวถึงคุณค่าแท้คุณค่าเทียม ในพระไตรปิฎกหลายตอน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้เสนาสนะสิ่งของ ดังเช่น “ภิกษุพิจารณาโดยแยบคาย จึงใช้จีวร เพียงเพื่อกำจัดหนาว ร้อน สัมผัสแห่งเหลือบยุง ลมแดด สัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อปกปิดอวัยวะที่ควรละอาย” “ภิกษุพิจารณาโดยแยบคาย จึงฉันบิณฑบาต มิใช่เพื่อสนุกสนาน มิใช่เพื่อมัวเมา มิใช่เพื่ออวดโอ่ มิใช่เพื่อโก้หรู เพียงเพื่อความดำรงอยู่แห่งร่างกาย เพื่อยังชีวิต เพื่อแก้กันความหิวโหย ขาดอาหาร อันจะทำให้เดือนร้อน เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยคิดว่า เราจะกำจัดเวทนาเก่าและไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น เราจะมีชีวิตดำเนินไป พร้อมทั้งความไม่เป็นโทษ และความอยู่ผาสุก” “ภิกษุพิจารณาโดยแยบคาย จึงเสพเสนาสนะ เพียงเพื่อกำจัดหนาว ร้อน สัมผัสแห่งเหลือบยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายจากฤดูกาล เพื่อได้ความรื่นรมย์ในการหลีกเร้น” “ภิกษุพิจารณาโดยแยบคาย จึงเสพยา และเครื่องประกอบอันเป็นปัจจัยสำหรับคนไข้ เพียงเพื่อกำจัดเวทนาทั้งหลายเนื่องจากอาพาธต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เพื่อความเป็นผู้ไม่มีอาพาธ เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง” โดยปกติมนุษย์จะเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ บุคคล ธรรมชาติ ก็เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง แต่จะเป็นประโยชน์แก่ตนอย่างแท้จริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการคิดและการประเมินนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ทั้งการดำเนินชีวิตที่พอกพูนกิเลส หรือการดำเนินชีวิตเป็นปกติของมนุษย์ ต่างล้วนแต่เกิดจากการคิดโดยตรง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) อธิบายถึงความคิดที่เป็นรากฐานของชีวิต คือ การมองตามความเป็นจริง กับการมองประโยชน์ (ที่แท้จริง) เช่นเดียวกับท่านพุทธทาสภิกษุอธิบายรากฐานของการเกิดขึ้นมาของศีลธรรมว่า เกิดจากการคิดว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ซึ่งเป็นการมองประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิต ส่งผลให้เกิดจิตเมตตา เป็นรากฐานของความเป็นปกติของชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้นเมื่อมองโลกตามความเป็นจริงและมองประโยชน์แม้แต่ในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ มีผลทำให้มนุษย์เข้าใจชีวิตมากขึ้น และสามารถดำเนินชีวิตไปอย่างเป็นปกติได้ หนึ่งในวิธีการคิดที่มองโลกตามความเป็นจริง คือ การมองเห็นคุณค่าแท้คุณค่าเทียมในวัตถุต่างๆ นั่นเอง เพราะโลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยวัตถุ คนนิยมวัตถุ อยู่ในโลกวัตถุนิยมหรือรูปสมัย ทำให้โลกเจริญไปทางวัตถุมาก วัตถุเหล่านั้นต่างเสริมเพิ่มพูนกิเลสความต้องการของมนุษย์ไม่มีวันสิ้นสุด การมองเห็นโทษและประโยชน์ของวัตถุต่างๆ นั้น เป็นการมองเห็นตามความเป็นจริง ที่ทำให้มองเห็นกิเลสในตัวได้ ประกอบกับการคิดในคุณค่าแท้คุณค่าเทียม ทำให้มนุษย์ตัดสินใจเลือกที่จะกระทำ หรือแสดงพฤติกรรมไปในทางที่ลดกิเลสได้ พฤติกรรมที่แสดงออกมาด้วยฐานความคิดเช่นนี้ คือ ศีลธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ชีวิตที่เป็นปกติ นำไปสู่แบบแผนการดำเนินชีวิตที่ดีในสังคม ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเยาวชนในโลกปัจจุบัน และดูเหมือนจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น คือ การติดในวัตถุ เพราะพวกเขาเกิดและเติบโตในสังคมนิยมวัตถุ หรือบริโภคนิยม ที่นิยมความสะดวกสบาย มีการโฆษณาชวนเชื่อในคุณลักษณะ คุณสมบัติของวัตถุต่างๆ มากมาย ที่จะให้เกิดการจับจ่ายซื้อหามาใช้ มีสถานเริงรมย์หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยพื้นฐานความคิดในการเสพสุขจำนวนมาก สภาพแวดล้อมดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้จิตใจเยาวชนมุ่งไปในทางวัตถุได้ง่าย เร็ว และลึกขึ้น เกิดความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุที่ตนครอบครอง ความต้องการได้ในวัตถุที่ไม่ใช่ของตน ความไม่ปราถนาให้ผู้อื่นได้วัตถุที่ตนครอบครองหรืออยากได้ ทั้งหมดก่อให้เกิดความทุกข์ ความไม่เป็นปกติของชีวิตที่ควรจะเป็น โลกวัตถุนิยมที่สงผลกระทบตอเยาวชนในหลายๆ ด้าน ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องค่านิยม การใช้ความรุนแรง อาชญากรรมทางเพศ การแพร่ระบาดของยาเสพติด เป็นต้น ล้วนเกิดจากสังคมที่ให้ความสำคัญกับการเสพบริโภควัตถุ มีลักษณะเป็นสังคมปัจเจกที่เห็นแก่ตัวมากขึ้น สังคมจึงมีบทบาทน้อยลงในการร่วมกันรับผิดชอบและทำหน้าที่ส่งเสริมสิ่งที่ดีงาม หรือแก้ไขปัญหาเยาวชน เมื่อพิจารณาถึงข้อนี้แล้ว การเริ่มต้นในการแก้ปัญหาศีลธรรมอย่างหนึ่ง คือ การส่งเสริมให้เยาวชนเข้าใจเกี่ยวกับโลกวัตถุนิยม ทำความเข้าใจในเรื่องคุณค่าแท้คุณค่าเทียมของวัตถุที่ตนเสพอยู่ แม้ความคิดดังกล่าวจะไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในพฤติกรรม แต่การที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ คิดในประเด็นดังกล่าว ก็อาจทำให้เขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ในวันข้างหน้า ผู้วิจัยจึงเชื่อว่า กระบวนการคิดแบบคุณค่าแท้คุณค่าเทียมนี่เอง ที่จะเป็นพุทธวิธีที่ช่วยให้เกิดการคิดอย่างถูกต้องในเยาวชนได้ ซึ่งเมื่อคิดถูกหรือมีปัญญาแล้ว พฤติกรรมที่ถูกต้องหรือศีลธรรมก็จะถูกแสดงออกมาได้ จึงนับเป็นการส่งเสริมศีลธรรมและปัญญาให้เยาวชน โดยใช้พระพิมพ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การสร้างสรรค์พระพิมพ์ที่ผ่านมา คณะวิจัยเน้นเพียงการให้ได้มาซึ่งตัววัตถุ คือ พระพิมพ์เท่านั้น ซึ่งก็เป็นงานที่ท้าทายอย่างหนึ่งในเชิงช่าง แต่ยังไม่มีกระบวนการที่จะสอดแทรกความรู้ความเช้าใจในธรรมลงไปในกระบวนการวิจัย เพื่อส่งเสริมศีลธรรมและปัญญาให้กับผู้พบเห็นหรือผู้สร้างสรรค์พระพิมพ์นั้นๆ จากการมองเห็นโอกาสดังกล่าว ทำให้ในงานวิจัยครั้งนี้ คณะวิจัยจึงต้องการสร้างกระบวนการบางอย่างที่จะนำไปสู่การส่งเสริมศีลธรรมและปัญญาของเยาวชนได้ โดยจะใช้พระพิมพ์เป็นเครื่องมือสำคัญ เน้นการสร้างความเข้าใจในคุณค่าแท้คุณค่าเทียมของพระพิมพ์ อาศัยกระบวนการสร้างสรรค์และการพูดคุยแบบกลุ่ม นำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับการเลือกกระบวนการพูดคุยแบบกลุ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนั้น เพราะเชื่อว่าพลังของกลุ่มจะช่วยให้คนในกลุ่มได้เข้าใจในความเป็นตัวตนของตนเองมากยิ่งขึ้น นักจิตวิทยาเชื่อว่ากระบวนการนี้จะเป็นกระบวนการระหว่างบุคคลที่มุ่งเน้นความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม ด้วยการตระหนักรู้เพื่อแก้ไขปัญหาที่สมาชิกเป็นผู้กำหนดประเด็นและเป้าหมายด้วยตนเอง ด้วยการค้นหาศักยภาพภายในตัวสมาชิก ท่ามกลางบรรยากาศการไว้วางใจ การเข้าใจ การสนับสนุน เพื่อการมีส่วนรวมของสมาชิกในการสำรวจ พัฒนา และแก้ไขปัญหา ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นกระบวนการที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการสร้างสรรค์และการตีความศิลปวัตถุอย่างพระพิมพ์ได้ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายแห่งการส่งเสริมศีลธรรมและปัญญาของเยาวชนต่อไป

องค์ความรู้

๑) องค์ความรู้เกี่ยวกับพระพิมพ์ในล้านนา

๑.๑) การวิเคราะห์พระพิมพ์

การเรียกพระพิมพ์ในประเทศไทย ถูกเรียกด้วยกันหลายชื่อ ตามแต่ละยุคสมัยที่มีวัตถุประสงค์ของการใช้งานพระพิมพ์เหล่านั้นแตกต่างกันไป ได้แก่ พระพิมพ์ พระเครื่อง หมายถึง พระพิมพ์ที่มีกฤติยาคม เนื่องจากผ่านพิธีกรรมปลุกเสก การเกิดขึ้นของพระเครื่องปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยา  ทั้งพระพิมพ์และพระเครื่องที่บรรจุอยู่ในกรุเจดีย์ จะเรียกพระกรุ คำว่า พระเหรียญ หมายถึง พระเครื่องรางที่ใช้วัสดุโลหะในการสร้าง การสร้างพระเหรียญครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ คำว่า วัตถุมงคล หมายถึง วัตถุที่เป็นมงคล หรือมงคลที่เป็นวัตถุ และพระพิมพ์พุทธศิลป์ ที่ใช้เรียกกันในปัจจุบัน

วัตถุประสงค์ของการสร้างพระพิมพ์มีการเคลื่อนไปในแต่ละยุคสมัย แต่เดิมคงเพื่อเผยแพร่ธรรม และเป็นการสั่งสมบุญกุศลให้กับตนเองหรือผู้วายชนม์ เช่นที่ปรากฏหลักฐานในพระพิมพ์สมัยทวราวดี และพระพิมพ์ศรีวิชัย พระพิมพ์ทวารวดีที่พบมักจารึกคาถา เย ธมฺมา  สร้างขึ้นเพื่อสะเดาะเคราะห์ของผู้สร้าง ปรากฏในสังคมไทยมาก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ เช่นเดียวกับการใช้พระพิมพ์เพื่อป้องกันภัยนานา การสร้างเพื่อเป็นพุทธพาณิชย์ หาปัจจัยในการสร้างวัด สาธารณประโยชน์ และเพื่อตนเอง ระหว่างที่เศรษฐกิจพระเครื่องเฟื่องฟูนั้นก็เกิดพระเครื่องแบบพุทธศิลป์ขึ้น เฟื่องฟูขึ้นในสมัยเทคโนโลยีผลิตเหรียญในไทยก้าวหน้าอย่างมาก

สำหรับวัสดุในการสร้างสรรค์พระพิมพ์ มี ผง ชิน ดิน แร่ คำว่า ผง คือ ผงเกสรดอกไม้ ๑๐๘ ชนิด แล้วยังมีผงธูปเทียนที่จุดบูชาพระรัตนตรัย และผงจารึกหัวใจพระคาถาต่างๆ มีส่วนผสมของผงปูนขาวเป็นสำคัญ เช่น พระพิมพ์ผงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระกำลังแผ่นดินรัชกาลที่ ๙ ถ้าเน้นผงว่านได้แก่พระพิมพ์หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี เป็นต้น คำว่าชิน หมายถึง ตะกั่ว เกิดจากการผสมโลหะหลายชนิด ได้แก่ ดีบุก พลวง ตะกั่ว และสังกะสี เป็นต้น ส่วนดินนั้นนอกจากเป็นดินสังเวชนียสถานแล้ว ยังมีดินเจ็ดท่า เจ็ดป่าช้า เจ็ดโป่ง เจ็ดโบสถ์ เป็นต้น พระพิมพ์ดินพบในอินเดียมาก่อน ก่อนส่งอิทธิพลทั้งวัสดุและรูปแบบให้กับพระพิมพ์สมัยทวารวดี มีทั้งที่เป็นดินเผาและดินดิบ คำว่าแร่ หมายถึง โลหะประเภทต่างๆ โดยวัสดุประเภทนี้ใช้ทั้งในการผลิตพระพิมพ์และพระพุทธรูป ได้แก่ ทองคำ เงิน นาค สัมฤทธิ์ ทองแดง ทองเหลือง นวโลหะ สัตตโลหะ ปัญจโลหะ เมฆพัด เมฆสิทธิ์ ขันลงหิน บรอนซ์ สัมฤทธิ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้วัสดุอื่นๆ เช่น หิน แก้ว งาช้าง ศิลา อัญมณีต่างๆ

รูปแบบพระพิมพ์ล้านนา

พระพิมพ์หริภุญไชย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๙) จำแนกได้เป็น

พระพิมพ์ได้รับอิทธิพลศิลปะทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖) พระพิมพ์ในกลุ่มนี้ ได้แก่ พระพิมพ์กลีบบัว พบที่วัดมหาวัน จังหวัดลำพูน พระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้ายืน พบที่วัดมหาวัน จังหวัดลำพูน พระพิมพ์งบน้ำอ้อย พระพิมพ์แบบพุทธคยา พระสามหอม พระพิมพ์แผง

พระพิมพ์ได้รับอิทธิพลศิลปะลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙) ได้แก่ พระป๋วย พระสามเวียงท่ากาน เชียงใหม่ พระพิมพ์พระสาม เวียงท่ากาน พระสามวัดดอนแก้ว และพระสามวัดประตูลี้ จังหวัดลำพูน

พระพิมพ์อิทธิพลศิลปะพุกาม ได้แก่ พระกล้วย พระกวาง พระเลี่ยง หรือพระเหลี้ยม พระสิบสอง พระสิบแปด เป็นต้น

พระพิมพ์หริภุญไชย พระพิมพ์ในกลุ่มนี้ เชื่อว่าพัฒนาขึ้นในหริภุญไชย มีความหลากหลายทางรูปแบบ และพบกระจายตัวเป็นจำนวนมากในภาคเหนือ ทั้งในแหล่งโบราณคดีสมัยหริภุญไชย เช่น เวียงมโน เวียงเถาะ เวียงท่ากาน และในแหล่งโบราณคดีสมัยล้านนา มักอยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยมยอดโค้งคล้ายรูปทรงนิ้วหัวแม่มือ เช่น พระคง พระบาง พระรอด พระลือ เป็นต้น

พระพุทธรูปดุนโลหะ พระพิมพ์กลุ่มหนึ่งที่พบในหริภุญไชย คือ พระพุทธรูปดุนโลหะ ส่วนใหญ่เป็นรูปพระพุทธเจ้าทรงเครื่อง นั่ง มารวิชัย ขัดสมาธิเพชร สวมเทริด กรองศอ พระพักตร์ค่อนข้างรี พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรโปน พระสิกใหญ่ คล้ายกับพระพุทธรูปทวารวดี แต่การสวมเทริดนั้นเป็นลักษณะของศิลปะพุกามที่รับแรงบันดาลใจจากศิลปะปาละอีกทอดหนึ่ง กำหนดอายุในพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘

พระพิมพ์ล้านนา (พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๕)

พระพิมพ์ดินเผาที่พบในล้านนา มักพบในแหล่งโบราณคดีลุ่มน้ำแม่ปิง อายุของพระพิมพ์เหล่านี้มีตั้งแต่สมัยรัฐหริภุญไชยตอนปลาย (ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙) เรื่อยมา จนถึงสมัยอาณาจักรล้านนา ประกอบด้วย

พระพิมพ์ดุนโลหะแสดงอิทธิพลศิลปะหริภุญไชย (พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒) มีการทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง นั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย ทำจากแผ่นโลหะมีค่า เช่น แผ่นทองคำ เงิน และ สำริด สำหรับพระพิมพ์โลหะในศิลปะล้านนา นิยมทำรูปพระพุทธรูป นั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ประทับใต้ซุ้มโพธิ์ พบในแหล่งโบราณคดีสมัยล้านนาที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา

พระพิมพ์แสดงอิทธิพลสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒) ได้แก่ พระพิมพ์เมืองเชียงแสนเนื้อตะกั่ว (พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒) พระพิมพ์ลีลา (พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๔) พระพิมพ์ใบหอก จังหวัดน่าน (พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๔)

พระพิมพ์ล้านนา (พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๔) ประกอบด้วย พระพิมพ์แบบพระยอดขุนพล (พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๔) มี ๒ ลักษณะย่อย ได้แก่ พระพิมพ์ที่เป็นรูปพระพุทธเจ้านั่งใต้สัญลักษณ์ต้นโพธิ์ ได้แก่ พระพิมพ์ที่พบในเมืองพะเยา พระพิมพ์ที่พบในเมืองเชียงราย พระพิมพ์เมืองแพร่ที่ได้จากการขุดแต่งวัดศรีชุม จังหวัดแพร่ พระพิมพ์กรุศาลเจ้า ตลาดต้นลำไย เป็นต้น และพระพิมพ์ที่เป็นรูปพระพุทธเจ้านั่งในซุ้มที่มีกรอบซุ้ม ปลายกรอบซุ้มแต่งเป็นกนกหรือนาค มีใบระกา ได้แก่ พระพิมพ์ยอดขุนพล ถ้ำขุนตาล จังหวัดลำพูน เป็นต้น

พระพิมพ์มารวิชัยในกรอบสามเหลี่ยม (พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๓) ได้แก่ พระนางพญาบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

พระพิมพ์มารวิชัยช่างฝีมือท้องถิ่นล้านนา (พุทธศตวรรษที่ ๒๓) ได้แก่ พระกรุอัคคะมเหสี   และพระพิมพ์กรุนาน้อย วัดนาหลวง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เป็นต้น

พระพิมพ์อยุธยาและรัตนโกสินทร์ที่พบในล้านนา

ได้แก่ พระพิมพ์พระพุทธรูปประจำวัน (พระพิมพ์โคนสมอ) และ พระพิมพ์พระพุทธรูปมารวิชัยบนฐานสูงมีชายผ้าทิพย์ (รัตนโกสินทร์) พบประดับพระแผงไม้ ในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ราว พ.ศ. ๒๔๑๖-๒๔๔๐

รูปแบบสัญลักษณ์ต้นโพธิ์ในพระพิมพ์ล้านนา

ต้นโพธิ์เป็นสัญลักษณ์ที่พบในพระพิมพ์อินเดีย เช่น พระพิมพ์ซุ้มพุทธคยา ปรากฏเป็นต้นโพธิ์ที่มีลักษณะเหมือนจริง ภายหลังได้ส่งต่อมาในสมัยทวารวดีในลักษณะเหมือนจริง ก่อนจะพัฒนาและคลี่คลายเป็นสัญลักษณ์ในพระพิมพ์ล้านนา โดยต้นโพธิ์ในพระพิมพ์สมัยอยุธยาแสดงอยู่เหนือซุ้มเสมอ ในลักษณะกรอบวงรีที่หยักขึ้นในตอนกลางด้านล่างของกรอบและม้วนโค้งเข้าด้านในของแต่ละด้าน ภายหลังจึงมีการแยกส่วนด้านล่างของรูปทรงต้นโพธิ์ที่เป็นวงรีออกจากกันด้วยลำต้นที่ตั้งตรงขึ้นจากยอดซุ้ม ปลายรูปทรงต้นโพธิ์ม้วนโค้งเข้าอย่างชัดเจน กิ่งโพธิ์ถูกแยกออกจากส่วนลำต้นในลักษณะสมมาตร เป็นเส้นที่โค้งให้ล้อเข้ากับกรอบวงรี ส่วนใบนั้นแตกออกทั้งด้านบนและด้านล่าง เหนือกรอบวงโค้งเป็นฉัตรต่อด้วยยอดดอกบัว จากรูปทรงที่เป็นมาตรฐานนี้ ได้พัฒนาต่อไปจนกลายเป็นสัญลักษณ์ในพระพิมพ์ชินที่แสดงรูปสัญลักษณ์ต้นโพธิ์ต่อจากยอดซุ้ม เป็นวงรีที่ซ้อนลดหลั่นกัน ๓ ชั้น ก่อนเป็นยอด

ต้นโพธิ์ที่อยู่เหนือซุ้มในพระพิมพ์ลพบุรี ปรากฏในรูปทรงโค้งยอดแหลมตามรูปทรงพระพิมพ์ มีโครงสร้างของลำต้นที่ตั้งตรงขึ้นไปเหนือซุ้ม กิ่งโพธิ์ขึ้นไปจากด้านข้างซุ้มเป็นเส้นโค้งที่โน้มปลายเข้าหาส่วนกลาง โดยส่วนยอดของกิ่งเป็นใบมีลักษณะเป็นวงรีปลายแหลม ในโครงสร้างเดียวกัน บางพิมพ์ทำกิ่งให้ม้วนโค้งลงด้านข้างซุ้มทั้งสองข้าง อีกแบบหนึ่ง ปรากฏในส่วนยอดเหนือพระเศียรเป็นลำต้นตั้งตรงขึ้นไป แผ่กิ่งออกไปในแนวทแยงขึ้นจากพระวรกายไปสู่กรอบพระพิมพ์ และมีจุดแยกของกิ่งโพธิ์อยู่บริเวณพระศอ ที่กิ่งโพธิ์ในส่วนเหนือพระศอโค้งขึ้นด้านบน ส่วนที่อยู่ล่างพระศอโค้งลงด้านล่างไปตามพระวรกาย

พระพิมพ์หริภุญไชย สามารถแบ่งได้ออกเป็น ๒ กลุ่ม โดยใช้ซุ้มที่แสดงไว้ด้วยเส้นรอบพระวรกายเป็นตัวกำหนด คือกลุ่มที่มีซุ้ม ได้แก่ พระคง พระบาง พระลือ และพระเปิม และกลุ่มที่ไม่มีซุ้ม ได้แก่ พระรอด พัฒนาการของต้นโพธิ์ที่สืบต่อมายังพระพิมพ์หริภุญไชย มีโครงสร้างของลวดลายคล้ายกัน โดยลักษณะเป็นสัญลักษณ์ต้นโพธิ์ที่ตั้งลำต้นตรงขึ้นมาจากซุ้มรอบพระวรกาย ก่อนจะแตกกิ่งออกจากจุดเริ่มต้นเดียวกันกับลำต้น เป็นเส้นทแยงขึ้นไปยังกรอบพระพิมพ์ และกิ่งอื่นๆ ก็แตกออกจากซุ้มรอบพระวรกาย ใบมีลักษณะแตกออกเป็นใบคู่ ได้แก่ พระบางและพระเปิม เป็นต้น พัฒนาการที่สืบต่อมา ปรากฏในพระรอดที่ไม่มีซุ้มรอบพระวรกาย โดยลดรูปต้นโพธิ์ให้เหลือเพียงใบโพธิ์ในลักษณะเส้นทแยงขึ้นโดยรอบพระวรกาย ไปบรรจบกันที่ตอนกลางด้านบน เช่นเดียวกับที่พบในพระพิมพ์วัดธาตุน้อย เวียงกุมกาม เป็นต้น

พระพิมพ์ชินที่พบในเชียงแสน มีพัฒนาการต้นโพธิ์ที่มาจากพระพิมพ์อยุธยา โดยต้นโพธิ์อยู่ในรูปทรงใบโพธิ์ มีการต่อลำต้นมาจากพระรัศมีจนกลายเป็นสิ่งเดียวกัน มีการแยกกิ่งออกมาในลักษณะวงโค้งม้วนหัวลงด้านล่างเช่นเดียวกับพระพิมพ์อยุธยา ในกลุ่มพระพิมพ์ที่เรียกว่าพระยอดขุนพล มีพัฒนาการของต้นโพธิ์ที่มาจากพระพิมพ์ชิน เมืองเชียงแสน ในลักษณะการต่อลำต้นขึ้นจากพระรัศมี ก่อนแผ่กิ่งออกด้านข้างในรูปของเส้นที่โค้งลง ม้วนหัวเข้าด้านใน มีใบแตกออกทั้งด้านบนและด้านล่าง เต็มพื้นที่ และพระพิมพ์ในกลุ่มพื้นเมือง ปรากฏเป็นเส้นขีดทแยงขึ้นด้านบนแทนลำต้นและก้านของต้นโพธิ์ มีพระพิมพ์ชินเมืองเชียงแสน สมัยพม่าปกครองที่ทำสัญลักษณ์ต้นโพธิ์ในกรอบวงกลมที่เหมือนกับกรอบต้นโพธิ์พระพิมพ์ชินในอยุธยาและเมืองเชียงแสนในอดีต แต่ได้กิ่งโพธิ์ในลักษณะที่เป็นวงกลมซ้อนอยู่ด้านใน ภายในขีดเป็นเส้นทแยงเพื่อแสดงส่วนของใบโพธิ์ ต่อมาในพระพิมพ์ของกรุอัคคะมเหสี  สัญลักษณ์ต้นโพธิ์จึงพัฒนาต่อไปจนมีลักษณะคล้ายรวงข้าวที่โค้งขึ้นด้านบนจากพระวรกายในลักษณะสมมาตรแทน

รูปแบบสัญลักษณ์ซุ้มพระในพระพิมพ์ล้านนา

ซุ้มพระในพระพิมพ์ปรากฏ ๓ ลักษณะใหญ่ๆ คือ ๑) ซุ้มพระที่มีเสาซุ้ม เหนือซุ้มเป็นกรอบวงโค้ง เหนือกรอบวงโค้งบางครั้งประดับด้วยใบระกา บางครั้งไม่ปรากฏใบระกา พบตั้งแต่พระพิมพ์อินเดีย พระพิมพ์อยุธยา พระพิมพ์สุโขทัย และพระพิมพ์ล้านนา แบ่งได้เป็น ๑.๑) เหนือซุ้มมีเจดีย์ หรือปราสาทชั้นซ้อน กับ ๑.๒) เหนือซุ้มไม่มีปราสาทชั้นซ้อน ๒) ซุ้มพระที่ไม่มีเสาซุ้ม เป็นเส้นรอบพระวรกายมีทั้งที่ทำเป็นเส้นคู่ และเส้นเดี่ยว บางพิมพ์ทำเฉพาะในส่วนพระเศียร ๓) ซุ้มปราสาท มีลักษณะเป็นซุ้มพระที่มียอดเป็นชั้นซ้อนของปราสาท

รูปแบบฐานในพระพิมพ์ล้านนา

ประกอบด้วย

ฐานประดับเจดีย์จำลอง พบตั้งแต่สมัยทวารวดี ที่ได้ให้แรงบันดาลใจกับศิลปะลพบุรี ในพระพิมพ์กลุ่มพระพุทธเจ้า ๓ องค์ในซุ้ม ส่วนฐานประดับด้วยเจดีย์จำลอง เรียงกันเป็นแถว โดยองค์กลางใหญ่และสูงที่สุด

ฐานบัว พบมากที่สุด มีหลายลักษณะ อย่างหนึ่งคือ ทำเป็นกลีบบัวหงายและคว่ำซ้อนกัน โดยไม่มีส่วนท้องไม้ ฐานบัวท้องไม้ที่แคบมาก เช่น พระพิมพ์ใบหอก พระพิมพ์ล้านนาที่เรียกว่าพระยอดขุนพลแบบหนึ่ง แสดงฐานเป็นฐานบัวคว่ำขนาดใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานของกรอบพระพิมพ์ด้วยเช่นกัน ฐานในลักษณะนี้บางครั้งมีการตกแต่งเส้นเป็นบัวคว่ำก็มี ทั้งนี้พระพิมพ์น่าน แสดงส่วนฐานเป็นฐานบัวหงายที่ตกแต่งกลีบบัว ได้รับอิทธิพลจากพระพิมพ์สุโขทัย ในพระพิมพ์โคนสมอปลายอุธยาทำเป็นฐานบัวหงายกลม และพระพิมพ์ในพระแผงไม้ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ แสดงส่วนฐานเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมที่มีชายผ้าทิพย์ด้านหน้าเช่นเดียวกับที่นิยมประดับพระพุทธรูปตั้งแต่ปลายอยุธยา และนิยมมากในสมัยต้นรัตนโกสินทร์

ฐานประดับช่องสี่เหลี่ยม พระพิมพ์ที่แสดงฐานเป็นช่องสี่เหลี่ยมพบจำนวนไม่มากนัก ได้แก่ พระพิมพ์เนื้อชิน เมืองเชียงแสน เทียบกับฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่พบในแม่น้ำโขงได้

ฐานประดับรูปสัตว์ ที่พบในพระพิมพ์ ได้แก่ รูปสิงห์ รูปช้าง (หัวช้าง) และรูปกวาง

๑.๒) การวิเคราะห์หลักธรรมในพระพิมพ์

ภาพรวมของพระพิมพ์ที่แสดงหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่ชัดเจนที่สุด คือ หลักธรรมเรื่องคุณค่าแท้คุณค่าเทียม ซึ่งเป็นหลักคิดในการประเมินคุณค่าของวัตถุสิ่งของ เป็นการใช้สอย หรือบริโภค เป็นวิธีคิดแบบสกัด หรือบรรเทาตัณหา เป็นขั้นฝึกหัดขัดเกลากิเลส หรือตัดทางไม่ให้กิเลสเข้ามาครอบงำจิตใจแล้วชักจูงพฤติกรรมต่อๆ ไป โดยคุณค่าของพระพิมพ์ที่มีความสำคัญต่อท่าทีในการดำเนินชีวิตของบุคคล สามารถนำไปสู่การส่งเสริมการคิด ศีลธรรมและปัญญาได้

คำว่า คุณค่าแท้ หมายถึง ความหมาย คุณค่า หรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายในแง่ที่สนองความต้องการของชีวิตโดยตรง หรือที่มนุษย์นำมาใช้แก้ปัญหาของตนเพื่อความดีงามและความดำรงอยู่ด้วยดีของชีวิตหรือเพื่อประโยชน์สุขทั้งของตนเองและผู้อื่น คุณค่านี้อาศัยปัญญาเป็นเครื่องตีค่าหรือวัดราคา จะเรียกว่าคุณค่าที่สนองปัญญาก็ได้ ทั้งนี้คุณค่าแท้ที่ปรากฏในพระพิมพ์เป็นสื่อที่ทำให้เกิดการระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือ การระลึกถึงบารมีที่พระพุทธองค์ได้สั่งสม ความพากเพียรในการสร้างสมบารมี เป็นต้น และการระลึกถึงพระธรรม ปรากฏในการจารึกคาถา เย ธฺมมา หรือการจารึกถึงการสั่งสมบุญกุศลให้ตนเอง และจารึกการอุทิศบุญกุศลให้บรรพชน

คำว่า คุณค่าเทียม หรือคุณค่าพอกเสริม หมายถึง ความหมาย คุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์พอกพูนให้แก่สิ่งนั้น เพื่อปรนเปรอการเสพเสวยเวทนา หรือเพื่อเสริมราคาเสริมขยายความมั่นคงยิ่งใหญ่ของตัวตนที่ยึดถือไว้ คุณค่านี้อาศัยตัณหาเป็นเครื่องตีค่าหรือวัดราคาจะเรียกว่าคุณค่าสนองตัณหาก็ได้ ทั้งนี้พระพิมพ์สื่อความหมายของวัตถุที่มีฤทธานุภาพ ช่วยปกป้องภัยอันตรายนานาประการ เป็นวัตถุที่สามารถใช้ในการหางบประมาณเพื่อบูรณะ สร้างศาสนวัตถุ ศาสนสถานได้ กระทั่งกลายเป็นวัตถุในเชิงพุทธพานิชย์ที่สามารถซื้อขายได้ มีราคา โดยการเพิ่มขึ้นของราคาแปรผันโดยตรงกับฤทธานุภาพของพระพิมพ์

๒) การพัฒนาและจัดกิจกรรมส่งเสริมศีลธรรมและปัญญาแก่เยาวชนในจังหวัดเพชรบูรณ์

การพัฒนากิจกรรมส่งเสริมศีลธรรมและปัญญาแก่เยาวชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ มีการพัฒนากิจกรรม ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้

๑) ร่วมวางแผน คณะผู้วิจัยได้ร่วมวางแผนการจัดกิจกรรมกับพระครูเวฬุวันภัทรโสภณ เจ้าอาวาสวัดห้วยไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ใน พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่มีกระบวนการสร้างพระพิมพ์จากดอกไม้เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ นำไปสู่การคิดแบบคุณค่าแท้คุณค่าเทียมซึ่งเป็นหนึ่งในโยนิโสมนสิการ เมื่อเยาวชนได้เรียนรู้การคิดดังกล่าวแล้ว จึงจะนำไปสู่การสังเคราะห์ในการแก้ปัญหาของตนเอง ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ เข้าใจเรื่องศีลธรรมและปัญญาด้วย

๒) การเลือกต้นแบบพระพิมพ์ที่ใช้ในการสร้างสรรค์ ได้เลือก ๓ รูปแบบจากการสอบถามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่าน ได้แก่ ๑) พระพิมพ์ล้านนาแบบโบราณ ๒) พระพิมพ์แบบพระยอดขุนพล และ ๓) พระพิมพ์ล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากอยุธยาและรัตนโกสินทร์ที่พบในล้านนา เมื่อได้รูปแบบที่ต้องการแล้ว จึงเริ่มสร้างสรรค์แบบพระพิมพ์ โดยเริ่มจากการกำหนดขนาดพระพิมพ์ที่ต้องการ จากนั้นจึงปั้นต้นแบบดินน้ำมันจากภาพลายเส้นที่ออกแบบไว้ เมื่อได้ต้นแบบที่พอใจแล้ว จึงหล่อด้วยซิลิโคน รอให้แห้งก่อนแกะออกจากแบบ

๓) การทดลองกิจกรรม ในโครงการพัฒนาศักยภาพนักเรียนด้านสังคมศึกษา ของโรงเรียนยุพราช จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ณ Jewel impress ซึ่งมีนักเรียนโรงเรียนยุพราชและโรงเรียนอื่นๆ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน ๗๐ คน ประกอบด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์พระพิมพ์จากผงดอกไม้ และการปิดทองพระพิมพ์

๔) การกำหนดกิจกรรม กิจกรรมเนื่องจากงานวิจัยพุทธวิธีการส่งเสริมศีลธรรมและปัญญาแก่เยาวชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านการสร้างสรรค์พระพิมพ์จากดอกไม้บูชา จะทำงานร่วมกับวัดห้วยไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ สถานที่ เป็นบ้านไผ่ล้อม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ กำหนดในวันเวลา ๑๑-๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ กลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชนในชมรมเพื่อนแสงธรรม จำนวน ๒๐ คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง ๑๐ คน กลุ่มควบคุม ๑๐ คน กิจกรรมที่ดำเนินการมี ๒ กิจกรรมหลัก คือ ๑) กิจกรรมการสร้างสรรค์พระพิมพ์จากดอกไม้บูชา ๒) กิจกรรมการพูดคุยกลุ่มในชื่อ วงสนทนาเล่าเรื่องคติธรรม ทั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ในกิจกรรมนี้ คือ ๑) แบบประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียม ชุดที่ ๑ และ ๒) แบบประเมินศีลธรรมและปัญญา โดยประเมินก่อนและหลังการทำกิจกรรม

การกำหนดกิจกรรมให้มี ๒ วัน โดยวันที่ ๑ ประกอบด้วย ๓ กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ ๑ เป็นกิจกรรมละลายพฤติกรรม กิจกรรมที่ ๒ สร้างสรรค์พระพิมพ์จากดอกไม้บูชา และกิจกรรมที่ ๓ กิจกรรมล้อมวงสนทนาเล่าเรื่องคติธรรม ในวันที่ ๒ ประกอบด้วย ๑ กิจกรรม เป็นการมอบวุฒิบัตร พระพิมพ์ และของที่ระลึกกับเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง ๒๐ คน มีรายละเอียดดังนี้

วันที่ ๑ / กิจกรรมที่ ๑ กิจกรรมละลายพฤติกรรม สร้างความคุ้นเคย โดยทีมงานวัดห้วยไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นหลัก ร่วมกับคณะวิจัย ได้นำเยาวชนไปสักการะพระเจ้าทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้วิจัยได้รวบรวมดอกมะลิที่ประชาชนได้ถวายพระเจ้าทันใจมาเป็นวัสดุหลักในการทำกิจกรรม ทั้งยังเป็นสถานที่มีชื่อเสียงในด้านการขอพรในปัจจุบัน ซึ่งเยาวชนมีความประสงค์จะเดินทางไปนมัสการ

วันที่ ๑ / กิจกรรมที่ ๒ สร้างสรรค์พระพิมพ์จากดอกไม้บูชา โดยคณะผู้วิจัยเป็นหลัก ทำงานร่วมกับทีมงานวัดห้วยไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์

สถานที่ บ้านไผ่ล้อม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

ผู้เข้าร่วมกิจกรรม เป็นเยาวชนจากชมรมเพื่อนแสงธรรม จำนวน ๑๐ คน

กิจกรรม แบ่งเป็น ๒ กิจกรรมย่อย ได้แก่

๑) กิจกรรมการทำพิมพ์ที่จะใช้ในการสร้างสรรค์พระพิมพ์ ในกิจกรรมนี้ เยาวชนจะได้เรียนรู้เทคนิคในการทำพิมพ์ยางซิลิโคน

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ซิลิโคน ตัวเร่งให้เกิดการแช็งตัวของซิลิดคนไวขึ้น ปูนปลาสเตอร์ โฟมบอร์ด เทปกาว วาสลีน ไม้สำหรับคนวัสดุ แก้วพลาสติด ต้นแบบชิ้นงาน

ขั้นตอนกิจกรรม เริ่มจากการทาวาสลีนบนชิ้นงานต้นแบบ ตัดโฟมบอร์ดกั้นพิมพ์ให้ห่างจากต้นแบบ ๑ เซนติเมตรเพื่อทำแม่พิมพ์ต้นแบบ จากนั้นจึงผสมซิลิโคนเข้ากับตัวเร่ง คนให้เข้ากัน เทซิลิโคนที่ผสมแล้วลงในแม่พิมพ์ต้นแบบ รอให้แห้งก่อนแกะโฟมบอร์ออก จึงได้แม่พิมพ์ต้นแบบ ขั้นตอนต่อไปเป็นการทำพิมพ์ฝาก เริ่มจากการตัดโฟมบอร์ดกั้นแม่พิมพ์โดยให้ห่างจากแม่พิมพ์ประมาณ ๑.๕ เซนติเมตร ผสมปูนปลาสเตอร์เข้ากับน้ำให้มีระดับเท่าผิวน้ำ เทปูนปลาสเตอร์ในแม่พิมพ์ เมื่อแห้งแล้วจึงแต่งให้เรียบ ทำการลบมุมแม่พิมพ์เพื่อกันการกระแทก แกะต้นแบบออกจากแม่พิมพ์ จึงได้แม่พิมพ์สมบูรณ๋

๒) กิจกรรมการสร้างสร้างสรรค์พระพิมพ์ ในกิจกรรมนี้ เยาวชนจะได้เรียนรู้เทคนิคการสร้างสรรค์พระพิมพ์

ก่อนเริ่มกิจกรรมได้มีการทำแบบประเมิน ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมชุดที่ ๑ และแบบประเมินศีลธรรมและปัญญา

ขั้นตอนกิจกรรม เริ่มจากการผสมผงดอกไม้ กาวลาเท็กซ์ น้ำ น้ำมัน ในอัตราส่วน ๑ : ๓/๔ : ๑/๘ : ๑/๔ นวดส่วนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน เตรียมพิมพ์พระด้วยการใช้น้ำมันทาพิมพ์บางๆ แบ่งผงดอกไม้ที่นวดแล้วให้พอดีกับแม่พิมพ์ จากนั้นจึงกดผงดอกไม้ลงในแม่พิมพ์ให้แน่น นำแม่พิมพ์ออกจากพิมพ์ฝาก นำพระพิมพ์ผงดอกไม้ออกจากแม่พิมพ์ นำพระพิมพ์ที่ได้ไปตากในที่ร่มประมาณ ๒ อาทิตย์ ทำความสะอาดแม่พิมพ์

ระหว่างการสร้างสรรค์พระพิมพ์ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมของพระพิมพ์ ภายหลังกิจกรรมเสร็จสิ้น จึงมีการให้ทำแบบประเมิน ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมชุดที่ ๑ และแบบประเมินศีลธรรมและปัญญา อีกครั้งหนึ่ง

วันที่ ๑ / กิจกรรมที่ ๓ กิจกรรมล้อมวงสนทนาเล่าเรื่องคติธรรม เน้นการนำองค์ความรู้ที่ได้ในตอนเช้ามาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน มีการใช้แบบสัมภาษณ์กลุ่ม และแบบประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมชุดที่ ๒

๓) การประเมินศีลธรรมและปัญญาของเยาวชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ที่เข้าร่วมกิจกรรม

การประเมินจากกิจกรรมการสร้างสรรค์พระพิมพ์ดอกไม้บูชาของเยาวชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วย

๑) การใช้แบบประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียม ชุดที่ ๑ พบว่าก่อนการจัดกิจกรรม กลุ่มทดลองทั้ง ๑๐ คน มีความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมโดยรวมค่อนข้างมาก และภายหลังการทดลองมีความเข้าใจในคุณค่าแท้คุณค่าเทียมมากขึ้น การกระจายตัวของการตอบคำถามพบว่า ภายหลังการทดลองมีน้อยเพราะทุกคนในกลุ่มทดลองเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมโดยรวมใกล้เคียงกัน สำหรับกลุ่มควบคุม มีความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมโดยรวมค่อนข้างมาก และไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อทำแบบประเมินในครั้งหลัง การกระจายตัวของคำตอบก็มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

๒) แบบประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียม ชุดที่ ๒ มุ่งประเมินการประยุกต์การนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมของกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน พบว่า ภายหลังการทดลองมีความเข้าใจในการประยุกต์การนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมไปใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่วนการกระจายของคำตอบ พบว่าภายหลังการทดลองไม่ต่างกันมากนัก สำหรับกลุ่มควบคุม มีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อทำแบบสอบถามครั้งหลัง การกระจายตัวคำตอบมีค่อนข้างสูง คือ ตอบไม่เหมือนกัน

๓) แบบประเมินศีลธรรมและปัญญา พบว่า ภาพรวมของการเรียนรู้ศีลธรรมและปัญญาของเยาวชนเพิ่มมากขึ้นทั้งในแต่ละข้อและแต่ละด้าน สอดคล้องกับเรื่องเล่าที่เยาวชนให้สัมภาษณ์ ที่เน้นไปที่เรื่องครอบครัว และการปฏิบัติตนในสังคม

๔) แบบสัมภาษณ์กลุ่ม เป็นคำถามเกี่ยวกับการประยุกต์การนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าแท้คุณค่าเทียมของกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน พบว่ากิจกรรมทำพระพิมพ์ช่วยให้เยาวชนได้เกิดการเรียนรู้และตระหนักในการแยกคุณค่าแท้คุณค่าเทียมของวัตถุได้ดี เมื่อเกิดความตระหนักแล้วจึงนำไปคิดเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในอดีต ด้วยเหตุนี้การวิเคราะห์คุณค่าแท้เทียมของพระพิมพ์จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวอย่างเท่านั้น โดยคุณค่าแท้ของการใช้ชีวิตที่เยาวชนสะท้อนมาใน ๒ เรื่องใหญ่ๆ คือ เรื่องครอบครัว และการใช้ชีวิตในสังคม

๔) การประเมินกิจกรรม กลุ่มทดลอง เยาวชนมีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมสูง

จำนวนเข้าชม : 46 ครั้ง
ดาวน์โหลดเอกสารผลงาน
ห้องวิจัยพุทธศาสตร์อัจฉริยะ BRL: Buddhist Research LAB
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.