การพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนแบบพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธในพื้นที่ตำบลสวนแตง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี
องค์ความรู้
การวิจัยครั้งนี้ได้พัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนแบบพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธในตำบลสวนแตง ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ แนวคิดของ Gerald Susman 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การวินิจฉัยปัญหา (Diagnosing) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านในตำบลสวนแตง ด้วยการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม 12 คน และศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง (2) การวางแผนปฏิบัติการ (Action plan) ดำเนินการสร้างสรรค์โมเดลเชิงกระบวนการการพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนแบบพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธ และนำโมเดลเชิงกระบวนการมาเป็นกรอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (3) การปฏิบัติตามแผน (Taking Action) นำแผนปฏิบัติการลงสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนแบบพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธในตำบลสวนแตง โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมกิจกรรม 17 คน (4) การประเมิน (Evaluation) ขอความร่วมมือให้ชาวบ้าน 17 คน ประเมินผลลัพธ์การพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านสำหรับยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนแบบพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธในตำบลสวนแตง พร้อมกับ เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้แสดงออกถึงความรู้สึกภายในจิตใจที่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านการสนทนาเพื่อร่วมกันค้นหาความสำเร็จที่มีความหมายจากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน จากการดำเนินงานวิจัยดังที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถสังเคราะห์เป็นกระบวนการพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนแบบพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธได้ดังนี้
กระบวนการพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนแบบพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธ มี 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
- ต้นน้ำ การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้าน ดำเนินการด้วยการสำรวจสภาพปัญหาของการพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านครอบคลุม 3 ประเด็น ได้แก่ สภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา ผลกระทบของปัญหา สำรวจความต้องการของชาวบ้านในการพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้าน พร้อมกันนั้น สำรวจสภาพปัจจุบันเศรษฐครัวเรือนครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ได้แก่ รายได้ รายจ่าย หนี้สิน เงินออม เหตุผลและความจำเป็นในการสำรวจประเด็นข้างต้นก็เพื่อทราบว่า สภาพปัจจุบันเศรษฐกิจครัวเรือนเป็นอย่างไร และจะพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านอย่างไรเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนได้
- กลางน้ำ การพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนแบบพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธใช้ C – A – M Model เป็นกรอบในการพัฒนา C – A – M Model หรือ โมเดลเชิงกระบวนการการพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนแบบพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธ มี 3 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 C = Creation (การสร้างสรรค์หัตถศิลป์พื้นบ้าน )เป้าหมายของขั้นตอนนี้ คือ เพื่อพัฒนาหรือสร้างสรรค์หัตถศิลป์พื้นบ้านให้มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์เฉพาะที่สะท้อนวัฒนธรรมของท้องถิ่น และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ โดยดำเนินการตามลำดับดังนี้ (1) การเตรียมวัสดุ โดยคัดสรรวัสดุจากท้องถิ่นที่เหมาะสมกับประเภทของหัตถศิลป์พื้นบ้าน เลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ พร้อมกับพิจารณาคุณภาพ ความทนทาน และ ความงามของวัสดุ เพื่อให้ชิ้นงานหัตถศิลป์พื้นบ้านมีคุณค่าและสามารถแข่งขันในตลาดได้ (2) การสร้างสรรค์หัตถศิลป์พื้นบ้านด้วยความเพียรพยายาม มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการตกแต่งหัตถศิลป์พื้นบ้านให้สวยงาม มีคุณภาพ สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมชุมชนและสามารถสนองความต้องการของลูกค้าได้
ขั้นตอนที่ 2 A = Advancement (การขับเคลื่อนสู่การตลาด) เป้าหมายของขั้นตอนนี้คือ เพื่อขับเคลื่อนสินค้าหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าสู่ระบบตลาด ทั้งนี้เพื่อให้สินค้าหัตถศิลป์พื้นบ้านสามารถดำรงอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน โดยดำเนินการตามลำดับดังนี้ (1) การกำหนดราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริงและคุณค่าของหัตถศิลปพื้นบ้าน ไม่เอาเปรียบลูกค้า (2) การวางช่องทางจัดจำหน่าย โดยสร้างช่องจำหน่ายแบบหน้าร้านและแบบออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าหัตถศิลป์พื้นบ้านได้อย่างสะดวกรวดเร็ว (3) การจำหน่ายสินค้าแก่ลูกค้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกงลูกค้า พร้อมกับใช้ภาษาที่สุภาพในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหัตถศิลป์พื้นบ้านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
ขั้นตอนที่ 3 M = Management (การบริหารจัดการการเงิน) เป้าหมายของขั้นตอนนี้ คือ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างทั้งในด้านรายได้ การใช้จ่าย การออม และการลงทุน โดยดำเนินการตามลำดับดังนี้ (1) การวางแผนการใช้จ่าย โดยครัวเรือนกำหนดทิศทางการใช้เงินอย่างมีเป้าหมาย จัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย แยกแยะระหว่างความจำเป็นและความต้องการ ทั้งนี้การวางแผนจะต้องสอดคล้องกับรายได้ที่เเท้จริง (2) การออม โดยครัวเรือนออมเงินเป็นประจำเพื่อสร้างทุนสำรองสำหรับอนาคต เข่น การออมในรูปแบบบัญชีออมทรัพย์ การออมในกองทุนหมู่บ้าน เพื่อเป็นหลักประกันในการดำรงชีพ และเป็นทุนในการทำธุรกิจต่อไป (3) การลงทุนอย่างเหมาะสม เช่น การลงทุนในการอบรมพัฒนาทักษะหรือการลงทุนซื้อเครื่องมือที่ทันสมัยในการสร้างสรรค์หัตถศิลป์พื้นบ้าน (4) การถ่ายทอดความรู้ทางการเงินแก่สมาชิกครอบครัว เพื่อให้สมาชิกครัวเรือนมีภูมิคุ้มกันทางการเงินร่วมกัน และสามารถร่วมกันตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและสติ
เมื่อสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านและสำรวจสภาพปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือนเเล้ว ลำดับต่อมา ใช้ C – A – M Model เป็นกรอบในออกแบบแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาหัตถศิลป์พื้นบ้านเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนแบบพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธ ต่อมา นำแผนปฏิบัติการลงสู่การปฏิบัติ
- ปลายน้ำ เมื่อดำเนินการพัฒนาตามแผนปฏิบัติการแล้วเสร็จ ภายใต้หลักคิดที่ว่า “พวกเราต้องช่วยกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น (Collective collaboration is essential to enhancing quality of life)” ย่อมส่งผลให้ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพ มีรายได้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือน และสามารถพึ่งพาตนเองตามแนวพุทธได้อย่างยั่งยืน
เงื่อนไขการพัฒนาโดยใช้กระบวนการข้างต้น มี 3 ประการ ได้แก่ (1) กำหนดขอบเขตพื้นที่ให้ชัดเจน (2) จัดเวทีชุมชนเพื่อขอความร่วมมือจากผู้นำชุมชนและชาวบ้าน (3) ขับเคลื่อนการพัฒนาพร้อมกับกำกับติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุความสำเร็จ
