พุทธวิธีพัฒนาเครือข่ายธรรมชาติ ความรู้และการจัดการป่าชุมชนต้นแบบชุมชนสามหนอง จังหวัดอุดรธานี

พุทธวิธีพัฒนาเครือข่ายธรรมชาติ ความรู้และการจัดการป่าชุมชนต้นแบบชุมชนสามหนอง จังหวัดอุดรธานี


ผู้วิจัย: ผศ.ดร.อริย์ธัช เลิศรวมโชค
สังกัด: มจร วิทยาเขตหนองคาย
อีเมล: arithat.loes@mcu.ac.th
แหล่งทุน: งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ที่มา: งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

องค์ความรู้

การวิจัยเรื่อง “พุทธวิธีพัฒนาเครือข่ายธรรมชาติ ความรู้และการจัดการป่าชุมชนต้นแบบชุมชนสามหนอง จังหวัดอุดรธานี” เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี จากการวิเคราะห์ข้อมูล สังเคราะห์ข้อมูลตามกระบวนการวิจัยเชิงปริมาณ และคุณภาพ ผู้วิจัยได้องค์ความรู้จากการวิจัย ดังนี้  ซึ่งผลการวิจัยค้นพบว่า การพัฒนาป่าชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน จำเป็นต้องบูรณาการ “คน ป่า เครือข่าย และพุทธธรรม” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเป็นกลไกในการพัฒนาคน ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ องค์ความรู้ที่ค้นพบประกอบด้วย ๗ มิติสำคัญ ดังนี้

องค์ความรู้จากการวิจัย

องค์ความรู้จากการวิจัย

๑. ด้านการพัฒนาองค์กรจัดการป่าชุมชนให้เข้มแข็ง องค์ความรู้ที่ค้นพบ คือ การจัดการป่าชุมชนที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการสร้างองค์กรชุมชนที่มีความเข้มแข็ง มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน แนวทางสำคัญ ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนที่มีความหลากหลาย การกำหนดบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน การสร้างระบบการประชุมและตัดสินใจร่วมกัน การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ องค์กรชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีศักยภาพในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสามารถขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

๒. ด้านพุทธวิธีพัฒนาการจัดการ องค์ความรู้ที่ค้นพบ คือ หลักพุทธธรรมสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการป่าชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักธรรมสำคัญที่ใช้ ได้แก่ สังคหวัตถุ ๔ พรหมวิหาร ๔ อิทธิบาท ๔ อปริหานิยธรรม ๗ การประยุกต์ใช้หลักธรรมดังกล่าวช่วยให้เกิด ความสามัคคี ความเสียสละ ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การลดความขัดแย้ง การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ผลที่เกิดขึ้น คือ การจัดการป่าชุมชนมีความเข้มแข็งทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงคุณธรรม

๓. ด้านการพัฒนาเป็นแหล่งอาหาร สมุนไพร และปัจจัย ๔ องค์ความรู้ที่ค้นพบ คือ ป่าชุมชนมิใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากรสำคัญของการดำรงชีวิตของประชาชน ทรัพยากรที่สำคัญ ได้แก่ พืชอาหารพื้นบ้าน เห็ดและหน่อไม้ พืชสมุนไพร วัสดุใช้สอยในครัวเรือน วัตถุดิบสำหรับการดำรงชีพ แนวทางสำคัญ คือ การสำรวจฐานข้อมูลทรัพยากร การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นถิ่น การถ่ายทอดภูมิปัญญาสมุนไพร การใช้ประโยชน์อย่างสมดุล ผลที่เกิดขึ้น คือ ความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตของประชาชนเพิ่มขึ้น

๔. ด้านการจัดการน้ำป่าชุมชนเพื่อชุมชน องค์ความรู้ที่ค้นพบ คือ ป่าและน้ำเป็นทรัพยากรที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก แนวทางสำคัญ ได้แก่ การฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำ การสร้างฝายชะลอน้ำ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ การปลูกป่าเพื่อรักษาความชุ่มชื้น การสร้างจิตสำนึกด้านการใช้น้ำ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์มากขึ้น แหล่งน้ำมีความยั่งยืน ชุมชนมีความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค

๕. ด้านเศรษฐกิจชุมชน องค์ความรู้ที่ค้นพบ คือ การจัดการป่าชุมชนสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ได้ แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดรายจ่ายจากการใช้ทรัพยากรในชุมชน การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากป่าชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีอาชีพเสริม และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

๖. ด้านแหล่งเรียนรู้และนันทนาการ องค์ความรู้ที่ค้นพบ คือ ป่าชุมชนสามารถพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ แนวทางสำคัญ ได้แก่ การจัดทำฐานการเรียนรู้ การพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การจัดกิจกรรมศึกษาดูงาน การสร้างพื้นที่นันทนาการเชิงนิเวศ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ ชุมชนมีพื้นที่เรียนรู้ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่และบุคคลภายนอกได้

๗. ด้านเครือข่ายชุมชน องค์ความรู้ที่ค้นพบ คือ ความยั่งยืนของการจัดการป่าชุมชนเกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ชุมชน วัด โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม กระบวนการสำคัญ คือ ร่วมเรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมขยายผล ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ การสร้างเครือข่ายธรรมชาติที่มีความเข้มแข็ง สามารถขยายผลการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง

องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย “การพัฒนาป่าชุมชนอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการบูรณาการ ๗ มิติ ได้แก่ องค์กรเข้มแข็ง พุทธธรรมเป็นฐาน ป่าเป็นแหล่งอาหารและปัจจัย ๔ การจัดการน้ำที่สมดุล เศรษฐกิจชุมชนที่พึ่งตนเองได้ แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต และเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภายใต้หลักการเชื่อมโยง คน–ป่า–เครือข่าย–ธรรมะ เพื่อสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของชุมชน”

https://brilab.mcu.ac.th/wp-content/uploads/2026/08/หนังสือ-คู่มือ-พุทธวิธีการจัดการป่าชุมชนต้นแบบ-ชุมชนสามหนอง-จังหวัดอุดรธานี.pdf

 

จำนวนเข้าชม : 4 ครั้ง
ดาวน์โหลดเอกสารผลงาน
ห้องวิจัยพุทธศาสตร์อัจฉริยะ BRL: Buddhist Research LAB
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.