JARANTA Model

JARANTA Model


ผู้วิจัย: พระสิทธิวัชรบัณฑิต, ผศ.ดร.
สังกัด: วิทยาลัยพระธรรมทูต
อีเมล: i.saksurasen@gmail.com
แหล่งทุน: ทุนส่วนงาน
ที่มา: คู่มือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล

องค์ความรู้

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งในเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) การถอดบทเรียนจากผู้ปฏิบัติงานจริง และผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากการประเมินรูปแบบปฏิบัติ ผู้วิจัยได้ค้นพบข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การตกผลึกเป็น “องค์ความรู้ใหม่ (New Body of Knowledge)” ของการวิจัยครั้งนี้

องค์ความรู้ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงจุดตัดที่สำคัญระหว่าง “การรักษาจารีตแห่งพระธรรมวินัย (Traditional Validity)” และ “การบูรณาการนวัตกรรมทางดิจิทัล (Digital Innovation)” ผู้วิจัยจึงได้นำข้อค้นพบมาสังเคราะห์และสร้างเป็นรูปแบบจำลอง (Model) เชิงแนวคิดที่สะท้อนถึงบทบาทของพระธรรมทูตยุคใหม่ โดยตั้งชื่อว่า “JARANTA Model” (จารันตา โมเดล)

คำว่า JARANTA นอกจากจะเป็นตัวย่อของกลยุทธ์การสื่อสารแล้ว ยังพ้องเสียงและมีความหมายเชื่อมโยงกับรากศัพท์ภาษาบาลีคำว่า “จรนฺต” (Caranta) ซึ่งแปลว่า “ผู้จาริกไป” อันสอดคล้องกับพุทธพจน์ปฐมประกาศที่ว่า “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย…” (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก) ซึ่งเป็นการยกระดับจากการจาริกด้วยเท้าในยุคพุทธกาล โดยที่ใช้เป็นความว่า จรนฺต เพราะต้องการสื่อถึงความพัฒนาของการเป็นพระธรรมทูตว่า หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสให้ภิกษุจงจาริกไปแสดงธรรม สู่การจาริกอยู่หมายถึงทำอยู่ ผ่านเครือข่ายดิจิทัลในโลกยุคปัจจุบัน โดยมีองค์ประกอบ ๗ ประการ ดังนี้

รูปแบบปฏิบัติ “JARANTA Model” สำหรับพระธรรมทูตสายต่างประเทศในยุคดิจิทัล

๑. J – Judicious Content (การคัดสรรเนื้อหาอย่างแยบคายและมีวิจารณญาณ)

  • องค์ความรู้: ธรรมะมีหลากหลายหมวดหมู่ แต่การสื่อสารในโลกออนไลน์ข้ามวัฒนธรรม พระธรรมทูตต้องมี “วิจารณญาณ” ในการเลือกเฟ้นหลักธรรม (Solution-oriented Dhamma) ที่สอดคล้องกับปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้คน เช่น การจัดการความเครียด หรือการใช้ชีวิตอย่างมีสติ เพื่อให้ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัวและนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที

๒. A – Authentic Dhamma (ความถูกต้องถ่องแท้ของหลักธรรม)

  • องค์ความรู้: แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่ “แก่นแท้” ต้องไม่เปลี่ยนแปลง รูปแบบปฏิบัตินี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับความถูกต้องทางวิชาการตามหลักพระไตรปิฎก (ดังผลประเมินที่สูงถึง = ๔.๕๒) การนำเสนอสื่อดิจิทัลต้องไม่บิดเบือนพระธรรมวินัย มีการอ้างอิงที่มาอย่างชัดเจน และรักษาสมดุลระหว่างความทันสมัยกับความสำรวมแห่งสมณสารูป

๓. R – Responsive Engagement (การปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารอย่างกัลยาณมิตร)

  • องค์ความรู้: การเผยแผ่ดิจิทัลไม่ใช่การเทศนาทางเดียว (One-way Communication) อีกต่อไป พระธรรมทูตต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้รับฟังและผู้ชี้แนะ” ผ่านการโต้ตอบ (Engagement) กับผู้ติดตามอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงมีทักษะในการจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management) ชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ด้วยหลักเมตตาธรรมและสันติวิธี

๔. A – Accessible Presentation (การนำเสนอสื่อที่เข้าถึงง่ายและร่วมสมัย)

  • องค์ความรู้: เพื่อลดข้อจำกัดด้านปริมาณเนื้อหาที่อาจทำให้ผู้รับสารเกิดความเบื่อหน่าย พระธรรมทูตควรปรับรูปแบบการนำเสนอให้เข้าถึงง่ายด้วยการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ (Visual Communication) เช่น การใช้ Infographic, ภาพประกอบ หรือการผลิตคลิปวิดีโอธรรมะขนาดสั้น (Micro-learning) รวมถึงการย่อยภาษาธรรมให้เป็นภาษาสากลที่เข้าใจง่าย

๕. N – Network & Community (การสร้างเครือข่ายและชุมชนพุทธศาสนิกชนสากล)

  • องค์ความรู้: การทำงานอย่างโดดเดี่ยวไม่ตอบโจทย์อัลกอริทึมของสื่อออนไลน์ พระธรรมทูตต้องมีกลยุทธ์การบูรณาการสื่อ (Omnichannel) โดยใช้แพลตฟอร์มที่หลากหลาย (เช่น Facebook, YouTube, TikTok) เพื่อขยายฐานการรับรู้ (Reach) และเชื่อมโยงผู้ติดตามให้เกิดเป็น “ชุมชนกัลยาณมิตรออนไลน์” ที่เกื้อกูลกันข้ามพรมแดน

๖. T – Technological Proficiency (ความเชี่ยวชาญและรู้เท่าทันเทคโนโลยี)

  • องค์ความรู้: พระธรรมทูตจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในการใช้เครื่องมือดิจิทัล (Digital Literacy) เข้าใจการทำงานของระบบหลังบ้าน (Backend) และขั้นตอนการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ อย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการพื้นที่ออนไลน์ของตนเองหรือของวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๗. A – Assessment & Agility (การประเมินผลและการปรับตัวอย่างคล่องตัว)

  • องค์ความรู้: โลกดิจิทัลมีพลวัตสูง การเผยแผ่จึงต้องมี “การประเมินผลสัมฤทธิ์” อย่างสม่ำเสมอ นำข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) มาปรับปรุงเนื้อหา และองค์กรที่กำกับดูแลต้องพร้อมที่จะปรับปรุงคู่มือแนวปฏิบัติ (Version Update) และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้ก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ

สรุปองค์ความรู้

องค์ความรู้จากการวิจัยที่สะท้อนผ่าน JARANTA Model ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนโลกดิจิทัล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่เกิดจากการผสาน “ธรรมะที่แท้จริง (Authenticity)” เข้ากับ “ความฉลาดรู้ทางเทคโนโลยี (Technological Proficiency)” โมเดลนี้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “รอรับพุทธศาสนิกชนอยู่ที่วัด” ไปสู่การ “จาริกไปในโลกเสมือน (Digital Caranta)” เพื่อส่งมอบสติและปัญญาถึงหน้าจอของผู้คน โมเดล JARANTA จึงเป็นกรอบแนวคิดทางวิชาการ (Conceptual Framework) ที่สมบูรณ์แบบ สำหรับนำไปใช้เป็นมาตรฐานแนวปฏิบัติและหลักสูตรฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกได้อย่างยั่งยืนและสง่างาม

จำนวนเข้าชม : 4 ครั้ง
ดาวน์โหลดเอกสารผลงาน
ห้องวิจัยพุทธศาสตร์อัจฉริยะ BRL: Buddhist Research LAB
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.